วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

Google Map : ตลาดสดเทศบาลตำบลอ่างศิลา

ดู ตลาดสดเทศบาลตำบลอ่างศิลา ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
บทความที่ตนสนใจ : ตลาดสดเทศบาลตำบลอ่างศิลา
ตลาด หมายถึง ศูนย์รวมการแลกเปลี่ยน การพบปะ การทำกิจกรรมของคนภายในพื้นที่ ท้องถิ่น หรือชุมชน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งวัน ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงกลางคืน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น
ที่ตลาดนั้นๆ ข้าพเจ้าได้ไปพบปะพูดคุยกับคณะกรรมการตลาดชุมชน แม่ค้า และผู้ซื้อตลอดจนชาวบ้านทั่วไปในชุมชนตลาดอ่างศิลาแล้ว สรุปมาว่า ชาวบ้านเห็นว่าตลาดได้ก่อให้เกิดผลดีต่อชุมชน
·       ตลาดช่วยรองรับผลผลิตที่เหลือกินภายในครอบครัว
·       ช่วยคนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดรายจ่าย
·       เกิดการหมุนเวียนเงินขึ้นในชุมชน  
·       ตลาดช่วยป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าภายนอก
·       เกิดการกระตุ้นให้มีการวางแผนการผลิตและเน้นให้มีอาหารปลอดภัยมาขายในชุมชน
ศิรินันทพร กับแม่ค้าตลาดสดเทศบาลตำบลอ่างศิลา
แต่ การทำกิจกรรมอะไรก็ตามไม่ใช่ว่าจะราบรื่น ล้วนมีอุปสรรค ก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการและแม่ค้าในตลาดชุมชนทราบและแลกเปลี่ยนกันเพื่อหา ทางแก้ไขปัญหากันต่อไป เช่น  อาหารพื้นบ้าน ทุกหมู่บ้านย่อมมีร้านค้าเอกชนอยู่แล้ว มีมากมีน้อยก็แล้วแต่ชุมชน แต่ เป็นที่ตรงกันในการสังเกตว่า ย่อมที่จะเป็นคู่แข่งโดยปริยายกับร้านค้าของเอกชน โดยเฉพาะที่ขายของสดด้วย แรกๆก็เล่นเอามองหน้ากันไม่ติดเหมือนกัน แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งก็เป็นที่รับได้ เพราะว่าตลาดชุมชนส่วนใหญ่เปิดเฉพาะวันและเวลา เช่น เปิด 1-3 วันต่อสัปดาห์ เฉพาะเวลาบ่ายถึงค่ำเท่านั้น แล้วแต่ชุมชนจะตกลงกันเอง ยกเว้นบางชุมชนที่ตกลงว่าเปิดทุกวัน แต่ไม่เต็มวันดังกล่าว
ที่มาแรงแซงทางโค้งเห็นจะเป็น "กลุ่มรถพุ่มพวง" หรือรถตลาดเคลื่อนที่บางท่านไม่รู้จักใคร่แนะนำว่า รถพุ่มพวงคือ ชาวบ้านที่ยึดอาชีพพ่อค้าแบบ delivery โดยเอารถมอเตอร์ไซด์ มาดัดแปลงเบาะหลังเป็นภาชนะบรรจุสินค้า บางทีก็มีแป้นไม้ตอกตะปูแล้วแขวนถุงพลาสติกที่ใส่อาหารเต็มหลังรถ วิ่งไปเอาสินค้าต่างๆจากตลาดตอนตี 4-5 แล้ววิ่งเข้าหมู่บ้านตามเส้นทางที่เขาแบ่งสายกันเอง ที่เป็น Delivery เพราะ เข้าถึงหัวบันไดบ้านเลย


           “ตลาดนัดเป็นกลุ่มที่ไม่ใช่คนท้องถิ่นมาจากทุกสารทิศ จะมีกลุ่มของเขาที่มีรถปิคอัพ ตั้งแต่ 5-15 คัน โดยประมาณ เอาสินค้าทุกชนิดจากโรงงาน หรือไปเหมาถูกๆมาจากห้างใหญ่ ส่วนมากเป็นของใช้ทุกอย่างที่ครัวเรือนต้องการ เร่ไปจัดตลาดนัดเรื่อยไปตามจุดที่เขามาสำรวจและตกลงกับผู้นำชุมชนไว้แล้ว ซึ่งชาวบ้านก็จะมาจับจ่ายกันเป็นจำนวนมาก นี่แหละที่เป็นจุดเงินไหลออกจากชุมชนทุกสัปดาห์จำนวนมากทีเดียว  
                ความสะอาดถูกสุขอนามัย เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ตลาดชุมชนจำเป็นจะต้องมีการดูแลอยู่เสมอ  เช่น สินค้าอุปโภคและบริโภคต่างๆจะต้องสะอาดและถูกสุขอนามัยสร้างความมั่นใจให้ กับผู้บริโภคในชุมชนและต่างชุมชนที่มาเยือนได้ สินค้าที่ดูสะอาดของชุมชนจะต้องได้รับการดูแลที่ดีจากผู้เกี่ยวข้อง และหากเป็นไปได้สินค้าอุปโภคและบริโภคต่างๆเหล่านี้ จะต้องเป็นสินค้าที่ทำให้เกิดความเชิดหน้าชูตาและสร้างเอกลักษณ์ในท้องถิ่นด้วย
บทสรุป ตลาดชุมชนที่ควรอนุรักษ์นั้นน่าจะเป็นตลาดเก่าที่คนในชุมชนช่วยกันปกป้อง รักษามรดกทางวัฒนธรรม ตลาดเก่าชุมชนเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่รอให้คนมาเยี่ยมเยียน ที่สร้างชุมชนที่มั่นคงขึ้นมา การเดินไปมาในตลาดชุมชนในซอกซอยไหนของตลาด มีแต่ผู้คนยิ้มแย้มทักทาย กิจกรรมต่างๆในตลาดชุมชน ถ้าดำเนินการต้องไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในชุมชนหรือทำให้ระบบนิเวศน์และสภาพแวดล้อมเสียสมดุล และเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในชุมชน
นอกจากนั้นสมาชิกในชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการจัดการและการจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยุติธรรม ตลาดชุมชนควรเป็นศูนย์รวมของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นรูปแบบ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เน้นและให้ความสำคัญในการดำรงชีวิตของคนในชุมชน เป็นสิ่งที่ควรอนุรักษ์และสืบทอด ตลาดชุมชนเป็นศูนย์รวมของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ภูมิปัญญาทางเกษตรกรรม คหกรรม สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ภาษา/วรรณกรรม พิธีกรรม ขนบประเพณี  และ โหราศาสตร์ ซึ่งนับวันจะหมดไป เพราะคนรุ่นใหม่ไม่เห็นคุณค่า ดังนั้นจึงถือเป็นหน้าที่ของคนในชุมชนและคนไทยทุกคนในการหันมาสนใจความสำคัญ ของตลาดชุมชนที่เป็นฐานทางเศรษฐกิจชุมชนและเป็นแหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นแหล่งกิจกรรมชุมชนที่สร้างความเข็มแข็งเพื่อให้คนในชุมชนสามารถที่จะนำ มาทำมาหากินเลี้ยงชีพอยู่ได้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งรักษาวัฒนธรรมที่มีความงามและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ให้คง อยู่ตลอดไป

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

สมุนไพรไทย ไข่เค็มดินจอมปลวก เทศบาลตำบลอ่างศิลา


ไข่เค็มดินจอมปลวก เทศบาลตำบลอ่างศิลา 
 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ สินค้าโอท็อป OTOP


รายละเอียดข้อมูล                   
รหัสผลิตภัณฑ์ (Code): 341914-A101
ผลิตภัณฑ์   (Product) :ไข่เค็มพอกดินจอมปลวก


รายละเอียดผลิตภัณฑ์
      เป็นไข่เค็มที่อร่อย สะอาด ปลอดภัย ไม่ใส่สารเคมีใด ๆ ได้รับมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.)
ราคาขายส่ง 50 บาท/โหล
ราคาขายปลีก 60 บาท/โหล

วัตถุดิบที่ใช้
       ไข่เป็ดสด ดินจอมปลวก แกลบ เกลือไอโอดีน
สถานที่จำหน่าย
       1. กลุ่มไข่เค็มพอกดินจอมปลวก
            เลขที่ 1 หมู่ 2 ต.อ่างศิลา อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
           ติดต่อ : นางคำตัน นามวา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2
       2. ร้านค้าต่างๆในเทศบาลตำบลและอำเภอและตามงานเทศกาลต่างๆได้
           ติดต่อ : นางสมัย หลงชิน ตัวแทนจำหน่าย ตลาดสดเทศบาลตำบลอ่างศิลา
                        โทร. 087-4415-625
หมายเหตุ
       ปริมาณการผลิต 100-500 ฟอง/คน/เดือน

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ไข่เป็นอาหารหลักของคนเรามานาน  ไข่มีมากมายตามท้องตลาดและสามารถทำอาหารได้ง่าย  จึงมีการคิดค้นแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไข่ธรรมดาเปลี่ยนมาเป็นไข่เค็ม  ไข่เยี่ยวม้า เป็นต้น
                         
ประโยชน์ที่ได้จากการทำไข่เค็มดินจอมปลวก
1.การยืดอายุของวัตถุดิบหลัก คือ ไข่เป็ดให้มีการเก็บรักษาอยู่ได้นานถึง 1 เดือน
2.เป็นการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ (ไข่เป็ด)
3.สามารถนำผลิตภัณฑ์มาแปรรูป ได้หลายอย่าง เช่น ไข่ดาว (แบบไข่เค็ม)
    ชนิดพอก   ดิบ 5 – 7 วัน, ยำไข่เค็ม,ผัดเผ็ดทะเลไข่เค็ม,บัวลอยไข่หวาน (ไข่เค็ม)
4.ไข่เค็มสามารถนำมารับประทานกับข้าวร้อนๆ ,ข้าวต้มได้ในยามเร่งด่วน
5.ไข่เค็มสามารถนำมาเป็นอาชีพเสริมในครัวเรือน ในชุมชนได้
      
นอกจากนี้ยังสามารถลดปัญหาการ  ว่างงาน, ลดปัญหาการไปทำงานต่างถิ่น,
เพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับคนในชุมชน
ปัญหาและอุปสรรคในการทำไข่เค็มดินจอมปลวก
1.ด้านวัตถุดิบ     
- ไข่เป็ดไม่ได้มาตรฐาน
2.ด้านต้นทุน
- ขาดแหล่งเงินทุน
- ความรู้ด้านการคิดต้นทุนการผลิต
3.ด้านการผลิต   
- ไม่มีอาคารผลิต
- กระบวนการผลิตยังไม่ได้มาตรฐาน
- ขาดวัสดุอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานในการผลิต
- การพัฒนารูปแบบหีบห่อ บรรจุภัณฑ์ ฉลาก
- ขาดความรู้เกี่ยวกับการบรรจุภัณฑ์ หีบห่อ และฉลากการรับรองมาตรฐานสินค้า
4.ด้านการตลาด  
- มีคู่แข่งทางการตลาดจำนวนมากแนวทางในการแก้ไขปัญหาการผลิตไข่เค็มใบเตยดินสอพอง
1.ด้านวัตถุดิบ 
-ต้องควบคุมแหล่งผลิต (ไข่เป็ด) ให้ได้มาตรฐานปลอดสาร ปลอดโรค
-กระบวนการผลิตต้องถูกสุขลักษณะตามกระบวนการผลิตที่ดีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน
2.ด้านต้นทุน
-ต้องควบคุมต้นทุนทางตรง ได้แก่ ไข่เป็ด (วัตถุดิบ) ดินสอพองใบเตย แกลบดำ และสารส้ม
-ต้องควบคุมต้นทุนทางอ้อม ได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ค่าแรงงาน ค่าขนส่งและอื่น ๆ
-ติดต่อประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการคิดต้นทุนการผลิตมาให้ความรู้
3.ด้านการผลิต
-จัดหาแหล่งเงินทุนหรือระดมทุนจากสมาชิกเพื่อนำมาใช้การก่อสร้างอาคารผลิต
-ติดต่อประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องในการขอรับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นการประกันคุณภาพสินค้าให้มีความเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับของลูกค้า
-การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อให้มีความสะดวกและรวดเร็วในการผลิต
-ต้องมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ หีบห่อ ให้เป็นที่ต้องการของตลาด
4.ด้านการตลาด
-ต้องมีการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน คุณภาพคงที่
-รักษาตลาดเดิมและหาตลาดใหม่เพิ่ม

ขอบคุณที่มา : Thaiherps
               

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

สมุนไพรไทย ฟ้าทะลายโจร

ชื่ออื่น : หญ้ากันงู (สงขลา) น้ำลายพังพอน ฟ้าละลายโจร (กรุงเทพฯ) ฟ้าสาง (พนัสนิคม) เขยตายยายคลุม สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) เมฆทะลาย (ยะลา) ฟ้าสะท้าน (พัทลุง) 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 
             ไม้ล้มลุก สูง 30-70 ซม. ทุกส่วนมีรสขม กิ่งเป็นใบสี่เหลี่ยม ใบ เดี่ยว แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อย กลีบดอกสีขาว โคนกลีบติดกัน ปลายแยก 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบ มีเส้นสีม่วงแดงพาดอยู่ ปากล่างมี 2 กลีบ ผล เป็นฝัก เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาล แตกได้ ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ใบสด ใบแห้ง ใบจะเก็บมาใช้เมื่อต้นมีอายุได้ 3-5 เดือน 

           แก้ไข้ทั่ว ๆ ไป เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ระงับอาการอักเสบ พวกไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนังฝี แก้ติดเชื้อ พวกทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย บิด และแก้กระเพาะลำไส้อักเสบ เป็นยาขมเจริญอาหาร และการที่ฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณ 4 ประการนี้ จึงชวนให้เห็นว่าตัวยาต้นนี้ เป็นยาที่สามารถนำไปใช้กว้างขวางมาก จากเหตุผลที่ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ระงับการติดเชื้อหรือระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ใบฟ้าทะลายโจร มีสารเคมีประกอบอยู่หลายประเภท แต่ที่เป็นสาระสำคัญในการออกฤทธิ์ คือ สารกลุ่ม Lactone คือ สารแอดโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) สารนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (neo-andrographolide) 14-ดีอ๊อกซี่แอนโดรกราโฟไลด์ (14-deoxy-andrographolide) 
            ทะลายโจรเป็นยาเก่าแก่ของประเทศจีน ที่ใช้ในการแก้ฝี แก้อักเสบ และรักษาโรคบิด การวิจัยด้านเภสัชวิทยาพบว่า ฟ้าทะลายโจรสามารถยับยั้ง เชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเป็นหนองได้ และมีการศึกษาวิจัยของโรงพยาบาลบำราศนราดูร ถึงฤทธิ์ในการรักษาโรคอุจจาระร่วงและบิด แบคทีเรีย เปรียบเทียบกับ เตตราซัยคลิน ในผู้ป่วย 200 ราย อายุระหว่าง 16-55 ปี ได้มีการเปรียบเทียบระยะเวลาที่ถ่ายอุจจาระเหลว จำนวนอุจจาระเหลว น้ำเกลือที่ให้ทดแทนระหว่างฟ้าทะลายโจรกับเตตราซันคลิน พบว่าสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ลดจำนวนอุจจาระร่วงและจำนวนน้ำเกลือที่ให้ทดแทนอย่างน่าพอใจ แม้ว่าจากการทดสอบทางสถิติ จะไม่มีความแตกต่างโดยในสำคัญก็ตาม ส่วนการลดเชื้ออหิวาตกโรคในอุจจาระ ฟ้าทะลายโจรไม่ได้ผลดีเท่าเตตราซัยคลิน นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งได้ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาอาการเจ็บคอได้ผลดีอีกด้วย มีฤทธิ์เช่นเดียวกับเพ็นนิซิลินเมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบัน เท่ากับเป็นการช่วยให้มีผู้สนใจทดลองใช้ยานี้รักษาโรคต่าง ๆ มากขึ้น 


วิธีใช้ฟ้าทะลายโจร
  1. ถ้าใช้แก้ไข้เป็นหวัด ปวดหัวตัวร้อน ใช้ใบและกิ่ง 1 กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม สดหนัก 25 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ 
  2. ถ้าใช้แก้ท้องเสีย ท้องเดิน เป็นบิดมีไข้ ใช้ทั้งต้นหรือส่วนทั้ง 5 ของฟ้าทะลายโจร ผึ่งลมให้แห้ง หั่นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 กำมือ (หนักประมาณ 3-9 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่มตลอดวัน ตำรับยาและวิธีใช้ 1. ยาชงมีวิธีทำดังนี้ - เอาใบสดหรือแห้งก็ได้ ประมาณ 5-7 ใบ แต่ใบสดจะดีกว่า - เติมน้ำเดือดลงจนเกือบเต็มแก้ว - ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง หรือพอยาอุ่น แล้วรินเอามาดื่ม ขนาดรับประทาน ครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร, ก่อนนอน 2. ยาเม็ด (ลูกกลอน) มีวิธีทำดังนี้ - เด็ดใบสดมาล้างให้สะอาดผึ่งในที่ร่ม ห้ามตากแดด ควรผึ่งในที่มีลมโกรก ใบจะได้ แห้งเร็ว - บดเป็นผงให้ละเอียด - ปั้นกับน้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม เป็นเม็ดขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลือง (หนัก 250 มิลลิกรัม) แล้วผึ่งลมให้แห้ง เพราะถ้าปั้นรับประทานขณะที่ยังเปียกอยู่จะขมมาก ขนาดรับประทานครั้งละ 4-10 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร, ก่อนนอน
  3. แค๊ปซูล มีวิธีทำคือ แทนที่ผงยาที่ได้จะปั้นเป็นยาเม็ด กลับเอามาใส่ในแค๊ปซูล เพื่อช่วยกลบรสขมของยา แค๊ปซูล ที่ใช้ ขนาดเบอร์ 2 (ผงยา 250 มิลลิกรัม) ขนาดรับประทานครั้งละ 3-5 แค๊ปซูล วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร ก่อนนอน 
  4. ยาทิงเจอร์หรือยาดองเหล้า เอาผงแห้งใส่ขวด แช่สุราที่แรง ๆ เช่น สุราโรง 40 ดีกรี ถ้ามี alcohol ที่รับประทานได้ (Ethyl alcohol) จะดีกว่าเหล้า แช่พอให้ท่วมยาขึ้นมาเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดวันละ 1 ครั้ง พอครบ 7 วัน จึงกรองเอาแต่น้ำ เก็บไว้ในขวดให้สะอาดปิดสนิท รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (รสขมมาก) วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร 
  5. ยาผงใช้สูดดม คือเอายาผงที่บดละเอียด มาใส่ขวดหรือกล่องยา ปิดฝาเขย่าแล้วเปิดฝาออก ผงยาจะเป็นควันลอยออกมา สูดดมควันนั้นเข้าไป ผงยาจะติดที่คอทำให้ยาไปออกฤทธิ์ที่คอโดยตรง ช่วยลดเสมหะ และแก้เจ็บคอได้ดี วิธีที่ดีกว่านี้คือวิธีเป่าคอ กวาดคอ หรือรับประทานยาชง ตรงที่คอจะรู้สึกขมน้อยมาก ไม่ทำให้ขยาดเวลาใช้ ใช้สะดวกและง่ายมาก 
"ข่าวฟ้าทะลายโจร"                                                                      
         หลังจากมีการแพร่ข้อมูลว่า ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรพื้นบ้านของไทยสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ที่กินเข้าไป ป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรทั้งชนิดแคปซูลและชนิดเม็ดขายดีจนขาดตลาดในหลายพื้นที่ เช่นที่จังหวัดนครราชสีมา

         นพ.วิชัย ขัตติยวิทยากุล สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า แม้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรจะสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันหวัดได้ก็จริง แต่ไม่ควรรับประทานนานติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ เพราะอาจส่งผลให้ร่างกายโดยเฉพาะแขนขาไม่มีเรี่ยวแรง เพราะสมุนไพรฟ้าทะลายโจรตามตำราเวชศาสตร์การแพทย์แผนโบราณ ระบุว่าเป็นยาเย็นที่ช่วยป้องกันและรักษาการป่วยเป็นไข้หวัด เมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายที่ร้อนจากอาการไข้จะเย็นลง ดังนั้นหากร่างกายอยู่ในสภาพปกติ เมื่อรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรนานเกิน 1 สัปดาห์ อาจทำให้ร่างกายโดยเฉพาะแขนขาไม่มีแรง แต่หากมีความจำเป็น ควรรับประทานคู่กับน้ำขิงเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

         นพ.วิชัยกล่าวว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว ฟ้าทะลายโจรไม่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ แต่มีสรรพคุณป้องกันไข้หวัดธรรมดา นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถเสริมภูมิต้านทานป้องกันไข้หวัด เช่น กระเทียม บอระเพ็ด ข่า ตะไคร้ พญ.ดร.อัญชลี จุฑ รองผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข ให้คำแนะนำถึงวิธีการรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกันและรักษาไข้หวัดว่า สำหรับผู้ที่เป็นไข้หวัด หากกินสมุนไพรฟ้าทะลายโจรไปแล้ว 2 - 3 วัน แต่อาการปวดศีรษะเป็นไข้ยังไม่บรรเทาลง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาตามอาการ แต่ในส่วนของผู้ต้องการกินสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกันไข้หวัด ก็ไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 7 วัน เพราะอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น มือเท้าอ่อนแรง ระบายท้อง เบื่ออาหาร เวียนศีรษะและใจสั่น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แต่ละคนจะมีอาการตอบสนองต่อฤทธิ์ของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรไม่เหมือนกัน

         พญ.ดร.อัญชลีกล่าวว่า บางคนที่มีประสาทรับรู้ไวต่อฤทธิ์สมุนไพร ก็ได้รับอาการข้างเคียงอย่างรวดเร็ว อย่างเช่นตนเองกินไปเพียงวันเดียวก็มีอาการระบายท้อง รวมทั้งกลุ่มผู้สูงอายุก็จะทำให้แขนขาไม่มีเรี่ยวแรงหรืออ่อนเพลีย แต่จากงานวิจัยก็ไม่พบว่า หากใช้ติดต่อเกิน 7 วัน ฟ้าทะลายโจรมีอันตรายรุนแรงต่อชีวิตหรือระบบภายในร่างกาย ทั้งนี้ วิธีการรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรให้มีประสิทธิภาพดีที่สุด ควรกินครั้งละ 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง รวม 6 กรัม ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผ่านการรองรับจากงานวิจัยอย่างชัดเจน "
           
         ปัจจุบันสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีจำหน่ายอยู่ในรูปของแคปซูล แต่ช่วงนี้ขาดตลาด ก็อาจจะปลูกฟ้าทะลายโจรไว้ที่บ้าน โดยเด็ดใบประมาณ 1 กำมือ มาต้มน้ำ 10 - 15 นาที ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก็ได้ผลเช่นกัน" รองผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทยกล่าว







ขอบคุณที่มา : Thaiherps,wiki , thaihealth ,หนังสือพิมพ์ไทยโพต์ท