วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ประวัติความเป็นมา มหาวิทยาลัยชีวิต


“มหาวิทยาลัยชีวิต”
ที่มาของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน
(LIFE : Learning Institute For Everyone)
ชุมชน : ที่มาของมหาวิทยาลัยชีวิต
           ขณะที่ผู้คนทั่วประเทศมีปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว การทำมา
หากิน และชุมชนก็เหมือนกำลังล่มสลาย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาร้อยแปดที่
รุมเร้าได้ เราได้พบว่ามีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่แก้ปัญหาหนี้สิน ปัญหาต่างๆ
ของตนเองได้ เราได้พบชุมชนมากมายที่ไม่ได้ล่มสลาย แต่เข้มแข็งและพึ่งพา
ตนเองได้ และมีไม่น้อยที่โดดเด่นถึงขั้นมีคนไปศึกษาดูงานจากทั่วประเทศและ
ต่างประเทศ
ขณะที่เรากำลังสิ้นหวังกับระบบการศึกษา ซึ่งไม่สามารถช่วยแก้ไข
ปัญหาความยากจน ปัญหาหนี้สิน ปัญหาความแตกแยก ความรุนแรง และ
อื่นๆ เราก็พบว่าชุมชนที่เข้มแข็งทั่วประเทศ ไม่ได้เข้มแข็งเพราะมีงบประมาณ
มาก มีโครงการมาก แต่เพราะเป็นชุมชนเรียนรู้ มีกระบวนการจัดการเรียน
รู้ของตนเองที่มีประสิทธิภาพเรียนเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง
เราได้ไป “ขอความรู้” จากปราชญ์ชาวบ้าน จากผู้นำจากชุมชน
เข้มแข็งเหล่านี้ เราได้ไป “ร่วมมือกันพัฒนา” ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศเป็น
เวลากว่า ๓๐ ปี ที่สุด ได้ร่วมกับผู้นำชุมชน นักวิชาการ ทำการวิเคราะห์
และสังเคราะห์ความรู้จากชุมชนแล้วพัฒนาเป็นหลักสูตรทั้งระยะสั้นระยะยาว
รวมทั้งระดับอุดมศึกษา นำกลับไปให้ชุมชนทั่วประเทศได้เรียน เรียนแล้วจะ
ได้พัฒนาและแก้ปัญหาได้เหมือนกับบุคคลและชุมชน “ต้นแบบ” ทั้งหลาย
มหาวิทยาลัยชีวิต : ความหมาย
       มหาวิทยาลัยชีวิตเป็นวลีที่คิดขึ้นเพื่อบ่งบอกถึงกระบวนการเรียนรู้
ที่มาจากประสบการณ์ชีวิต เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เอาปัญหาในชีวิต ในชุมชน
ในสังคมเป็นตัวตั้ง เอาศักยภาพของตนเอง ของชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานและ
เป็นทุน เรียนเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาตนเองเป็นประการสำคัญ ไม่ใช่เรียน
“หนังสือ” เพื่อจะได้ไป “สอบ” เรียนจบแล้วก็เอาปริญญาไปเร่หางานทำ
มหาวิทยาลัยชีวิต คือ “รูปแบบ” หนึ่งของการเรียนรู้ ซึ่งเอาชีวิตเป็น
“เนื้อหา” มีการจัดการเรียนรู้อย่างเป็น “กระบวนการ” ที่ไม่ใช่การไปสอนให้
ท่องจำ หรือไปถ่ายทอดวิชาความรู้ แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนคิดเป็น
และคิดเป็นระบบได้ สามารถสร้างความรู้ใหม่ได้ ความรู้ที่สร้างเองเช่นนี้มี
ประสิทธิภาพสูง มีพลังที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
เรียนในมหาวิทยาลัยชีวิตแล้วชีวิตดีขึ้นตั้งแต่ขณะที่เรียน เพราะ
การเรียนรู้หมายถึงการเปลี่ยนแปลง เรียนแล้วชีวิตต้องเปลี่ยนไปในทางที่ดี
ในทันทีเพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงเป็นการระเบิดศักยภาพของคนจากภายใน
ไม่ใช่การยัดเยียดจากภายนอก ข้อมูลและความรู้เก่าที่อยู่ในตำราก็ดี อยู่ใน
ตัวอาจารย์ผู้สอนก็ดี มีคุณค่าเพียงเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้เป็นเครื่องมือใน
การสร้างความรู้ใหม่ ไม่ใช่เป็นคำตอบสุดท้ายหรือคำตอบสำเร็จรูป

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

Google Map : ตลาดสดเทศบาลตำบลอ่างศิลา

ดู ตลาดสดเทศบาลตำบลอ่างศิลา ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
บทความที่ตนสนใจ : ตลาดสดเทศบาลตำบลอ่างศิลา
ตลาด หมายถึง ศูนย์รวมการแลกเปลี่ยน การพบปะ การทำกิจกรรมของคนภายในพื้นที่ ท้องถิ่น หรือชุมชน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งวัน ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงกลางคืน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น
ที่ตลาดนั้นๆ ข้าพเจ้าได้ไปพบปะพูดคุยกับคณะกรรมการตลาดชุมชน แม่ค้า และผู้ซื้อตลอดจนชาวบ้านทั่วไปในชุมชนตลาดอ่างศิลาแล้ว สรุปมาว่า ชาวบ้านเห็นว่าตลาดได้ก่อให้เกิดผลดีต่อชุมชน
·       ตลาดช่วยรองรับผลผลิตที่เหลือกินภายในครอบครัว
·       ช่วยคนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดรายจ่าย
·       เกิดการหมุนเวียนเงินขึ้นในชุมชน  
·       ตลาดช่วยป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าภายนอก
·       เกิดการกระตุ้นให้มีการวางแผนการผลิตและเน้นให้มีอาหารปลอดภัยมาขายในชุมชน
ศิรินันทพร กับแม่ค้าตลาดสดเทศบาลตำบลอ่างศิลา
แต่ การทำกิจกรรมอะไรก็ตามไม่ใช่ว่าจะราบรื่น ล้วนมีอุปสรรค ก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการและแม่ค้าในตลาดชุมชนทราบและแลกเปลี่ยนกันเพื่อหา ทางแก้ไขปัญหากันต่อไป เช่น  อาหารพื้นบ้าน ทุกหมู่บ้านย่อมมีร้านค้าเอกชนอยู่แล้ว มีมากมีน้อยก็แล้วแต่ชุมชน แต่ เป็นที่ตรงกันในการสังเกตว่า ย่อมที่จะเป็นคู่แข่งโดยปริยายกับร้านค้าของเอกชน โดยเฉพาะที่ขายของสดด้วย แรกๆก็เล่นเอามองหน้ากันไม่ติดเหมือนกัน แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งก็เป็นที่รับได้ เพราะว่าตลาดชุมชนส่วนใหญ่เปิดเฉพาะวันและเวลา เช่น เปิด 1-3 วันต่อสัปดาห์ เฉพาะเวลาบ่ายถึงค่ำเท่านั้น แล้วแต่ชุมชนจะตกลงกันเอง ยกเว้นบางชุมชนที่ตกลงว่าเปิดทุกวัน แต่ไม่เต็มวันดังกล่าว
ที่มาแรงแซงทางโค้งเห็นจะเป็น "กลุ่มรถพุ่มพวง" หรือรถตลาดเคลื่อนที่บางท่านไม่รู้จักใคร่แนะนำว่า รถพุ่มพวงคือ ชาวบ้านที่ยึดอาชีพพ่อค้าแบบ delivery โดยเอารถมอเตอร์ไซด์ มาดัดแปลงเบาะหลังเป็นภาชนะบรรจุสินค้า บางทีก็มีแป้นไม้ตอกตะปูแล้วแขวนถุงพลาสติกที่ใส่อาหารเต็มหลังรถ วิ่งไปเอาสินค้าต่างๆจากตลาดตอนตี 4-5 แล้ววิ่งเข้าหมู่บ้านตามเส้นทางที่เขาแบ่งสายกันเอง ที่เป็น Delivery เพราะ เข้าถึงหัวบันไดบ้านเลย


           “ตลาดนัดเป็นกลุ่มที่ไม่ใช่คนท้องถิ่นมาจากทุกสารทิศ จะมีกลุ่มของเขาที่มีรถปิคอัพ ตั้งแต่ 5-15 คัน โดยประมาณ เอาสินค้าทุกชนิดจากโรงงาน หรือไปเหมาถูกๆมาจากห้างใหญ่ ส่วนมากเป็นของใช้ทุกอย่างที่ครัวเรือนต้องการ เร่ไปจัดตลาดนัดเรื่อยไปตามจุดที่เขามาสำรวจและตกลงกับผู้นำชุมชนไว้แล้ว ซึ่งชาวบ้านก็จะมาจับจ่ายกันเป็นจำนวนมาก นี่แหละที่เป็นจุดเงินไหลออกจากชุมชนทุกสัปดาห์จำนวนมากทีเดียว  
                ความสะอาดถูกสุขอนามัย เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ตลาดชุมชนจำเป็นจะต้องมีการดูแลอยู่เสมอ  เช่น สินค้าอุปโภคและบริโภคต่างๆจะต้องสะอาดและถูกสุขอนามัยสร้างความมั่นใจให้ กับผู้บริโภคในชุมชนและต่างชุมชนที่มาเยือนได้ สินค้าที่ดูสะอาดของชุมชนจะต้องได้รับการดูแลที่ดีจากผู้เกี่ยวข้อง และหากเป็นไปได้สินค้าอุปโภคและบริโภคต่างๆเหล่านี้ จะต้องเป็นสินค้าที่ทำให้เกิดความเชิดหน้าชูตาและสร้างเอกลักษณ์ในท้องถิ่นด้วย
บทสรุป ตลาดชุมชนที่ควรอนุรักษ์นั้นน่าจะเป็นตลาดเก่าที่คนในชุมชนช่วยกันปกป้อง รักษามรดกทางวัฒนธรรม ตลาดเก่าชุมชนเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่รอให้คนมาเยี่ยมเยียน ที่สร้างชุมชนที่มั่นคงขึ้นมา การเดินไปมาในตลาดชุมชนในซอกซอยไหนของตลาด มีแต่ผู้คนยิ้มแย้มทักทาย กิจกรรมต่างๆในตลาดชุมชน ถ้าดำเนินการต้องไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในชุมชนหรือทำให้ระบบนิเวศน์และสภาพแวดล้อมเสียสมดุล และเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในชุมชน
นอกจากนั้นสมาชิกในชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการจัดการและการจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยุติธรรม ตลาดชุมชนควรเป็นศูนย์รวมของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นรูปแบบ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เน้นและให้ความสำคัญในการดำรงชีวิตของคนในชุมชน เป็นสิ่งที่ควรอนุรักษ์และสืบทอด ตลาดชุมชนเป็นศูนย์รวมของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ภูมิปัญญาทางเกษตรกรรม คหกรรม สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ภาษา/วรรณกรรม พิธีกรรม ขนบประเพณี  และ โหราศาสตร์ ซึ่งนับวันจะหมดไป เพราะคนรุ่นใหม่ไม่เห็นคุณค่า ดังนั้นจึงถือเป็นหน้าที่ของคนในชุมชนและคนไทยทุกคนในการหันมาสนใจความสำคัญ ของตลาดชุมชนที่เป็นฐานทางเศรษฐกิจชุมชนและเป็นแหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นแหล่งกิจกรรมชุมชนที่สร้างความเข็มแข็งเพื่อให้คนในชุมชนสามารถที่จะนำ มาทำมาหากินเลี้ยงชีพอยู่ได้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งรักษาวัฒนธรรมที่มีความงามและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ให้คง อยู่ตลอดไป

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

สมุนไพรไทย ไข่เค็มดินจอมปลวก เทศบาลตำบลอ่างศิลา


ไข่เค็มดินจอมปลวก เทศบาลตำบลอ่างศิลา 
 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ สินค้าโอท็อป OTOP


รายละเอียดข้อมูล                   
รหัสผลิตภัณฑ์ (Code): 341914-A101
ผลิตภัณฑ์   (Product) :ไข่เค็มพอกดินจอมปลวก


รายละเอียดผลิตภัณฑ์
      เป็นไข่เค็มที่อร่อย สะอาด ปลอดภัย ไม่ใส่สารเคมีใด ๆ ได้รับมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.)
ราคาขายส่ง 50 บาท/โหล
ราคาขายปลีก 60 บาท/โหล

วัตถุดิบที่ใช้
       ไข่เป็ดสด ดินจอมปลวก แกลบ เกลือไอโอดีน
สถานที่จำหน่าย
       1. กลุ่มไข่เค็มพอกดินจอมปลวก
            เลขที่ 1 หมู่ 2 ต.อ่างศิลา อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
           ติดต่อ : นางคำตัน นามวา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2
       2. ร้านค้าต่างๆในเทศบาลตำบลและอำเภอและตามงานเทศกาลต่างๆได้
           ติดต่อ : นางสมัย หลงชิน ตัวแทนจำหน่าย ตลาดสดเทศบาลตำบลอ่างศิลา
                        โทร. 087-4415-625
หมายเหตุ
       ปริมาณการผลิต 100-500 ฟอง/คน/เดือน

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ไข่เป็นอาหารหลักของคนเรามานาน  ไข่มีมากมายตามท้องตลาดและสามารถทำอาหารได้ง่าย  จึงมีการคิดค้นแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไข่ธรรมดาเปลี่ยนมาเป็นไข่เค็ม  ไข่เยี่ยวม้า เป็นต้น
                         
ประโยชน์ที่ได้จากการทำไข่เค็มดินจอมปลวก
1.การยืดอายุของวัตถุดิบหลัก คือ ไข่เป็ดให้มีการเก็บรักษาอยู่ได้นานถึง 1 เดือน
2.เป็นการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ (ไข่เป็ด)
3.สามารถนำผลิตภัณฑ์มาแปรรูป ได้หลายอย่าง เช่น ไข่ดาว (แบบไข่เค็ม)
    ชนิดพอก   ดิบ 5 – 7 วัน, ยำไข่เค็ม,ผัดเผ็ดทะเลไข่เค็ม,บัวลอยไข่หวาน (ไข่เค็ม)
4.ไข่เค็มสามารถนำมารับประทานกับข้าวร้อนๆ ,ข้าวต้มได้ในยามเร่งด่วน
5.ไข่เค็มสามารถนำมาเป็นอาชีพเสริมในครัวเรือน ในชุมชนได้
      
นอกจากนี้ยังสามารถลดปัญหาการ  ว่างงาน, ลดปัญหาการไปทำงานต่างถิ่น,
เพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับคนในชุมชน
ปัญหาและอุปสรรคในการทำไข่เค็มดินจอมปลวก
1.ด้านวัตถุดิบ     
- ไข่เป็ดไม่ได้มาตรฐาน
2.ด้านต้นทุน
- ขาดแหล่งเงินทุน
- ความรู้ด้านการคิดต้นทุนการผลิต
3.ด้านการผลิต   
- ไม่มีอาคารผลิต
- กระบวนการผลิตยังไม่ได้มาตรฐาน
- ขาดวัสดุอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานในการผลิต
- การพัฒนารูปแบบหีบห่อ บรรจุภัณฑ์ ฉลาก
- ขาดความรู้เกี่ยวกับการบรรจุภัณฑ์ หีบห่อ และฉลากการรับรองมาตรฐานสินค้า
4.ด้านการตลาด  
- มีคู่แข่งทางการตลาดจำนวนมากแนวทางในการแก้ไขปัญหาการผลิตไข่เค็มใบเตยดินสอพอง
1.ด้านวัตถุดิบ 
-ต้องควบคุมแหล่งผลิต (ไข่เป็ด) ให้ได้มาตรฐานปลอดสาร ปลอดโรค
-กระบวนการผลิตต้องถูกสุขลักษณะตามกระบวนการผลิตที่ดีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน
2.ด้านต้นทุน
-ต้องควบคุมต้นทุนทางตรง ได้แก่ ไข่เป็ด (วัตถุดิบ) ดินสอพองใบเตย แกลบดำ และสารส้ม
-ต้องควบคุมต้นทุนทางอ้อม ได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ค่าแรงงาน ค่าขนส่งและอื่น ๆ
-ติดต่อประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการคิดต้นทุนการผลิตมาให้ความรู้
3.ด้านการผลิต
-จัดหาแหล่งเงินทุนหรือระดมทุนจากสมาชิกเพื่อนำมาใช้การก่อสร้างอาคารผลิต
-ติดต่อประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องในการขอรับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นการประกันคุณภาพสินค้าให้มีความเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับของลูกค้า
-การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อให้มีความสะดวกและรวดเร็วในการผลิต
-ต้องมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ หีบห่อ ให้เป็นที่ต้องการของตลาด
4.ด้านการตลาด
-ต้องมีการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน คุณภาพคงที่
-รักษาตลาดเดิมและหาตลาดใหม่เพิ่ม

ขอบคุณที่มา : Thaiherps
               

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

สมุนไพรไทย ฟ้าทะลายโจร

ชื่ออื่น : หญ้ากันงู (สงขลา) น้ำลายพังพอน ฟ้าละลายโจร (กรุงเทพฯ) ฟ้าสาง (พนัสนิคม) เขยตายยายคลุม สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) เมฆทะลาย (ยะลา) ฟ้าสะท้าน (พัทลุง) 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 
             ไม้ล้มลุก สูง 30-70 ซม. ทุกส่วนมีรสขม กิ่งเป็นใบสี่เหลี่ยม ใบ เดี่ยว แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อย กลีบดอกสีขาว โคนกลีบติดกัน ปลายแยก 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบ มีเส้นสีม่วงแดงพาดอยู่ ปากล่างมี 2 กลีบ ผล เป็นฝัก เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาล แตกได้ ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ใบสด ใบแห้ง ใบจะเก็บมาใช้เมื่อต้นมีอายุได้ 3-5 เดือน 

           แก้ไข้ทั่ว ๆ ไป เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ระงับอาการอักเสบ พวกไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนังฝี แก้ติดเชื้อ พวกทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย บิด และแก้กระเพาะลำไส้อักเสบ เป็นยาขมเจริญอาหาร และการที่ฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณ 4 ประการนี้ จึงชวนให้เห็นว่าตัวยาต้นนี้ เป็นยาที่สามารถนำไปใช้กว้างขวางมาก จากเหตุผลที่ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ระงับการติดเชื้อหรือระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ใบฟ้าทะลายโจร มีสารเคมีประกอบอยู่หลายประเภท แต่ที่เป็นสาระสำคัญในการออกฤทธิ์ คือ สารกลุ่ม Lactone คือ สารแอดโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) สารนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (neo-andrographolide) 14-ดีอ๊อกซี่แอนโดรกราโฟไลด์ (14-deoxy-andrographolide) 
            ทะลายโจรเป็นยาเก่าแก่ของประเทศจีน ที่ใช้ในการแก้ฝี แก้อักเสบ และรักษาโรคบิด การวิจัยด้านเภสัชวิทยาพบว่า ฟ้าทะลายโจรสามารถยับยั้ง เชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเป็นหนองได้ และมีการศึกษาวิจัยของโรงพยาบาลบำราศนราดูร ถึงฤทธิ์ในการรักษาโรคอุจจาระร่วงและบิด แบคทีเรีย เปรียบเทียบกับ เตตราซัยคลิน ในผู้ป่วย 200 ราย อายุระหว่าง 16-55 ปี ได้มีการเปรียบเทียบระยะเวลาที่ถ่ายอุจจาระเหลว จำนวนอุจจาระเหลว น้ำเกลือที่ให้ทดแทนระหว่างฟ้าทะลายโจรกับเตตราซันคลิน พบว่าสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ลดจำนวนอุจจาระร่วงและจำนวนน้ำเกลือที่ให้ทดแทนอย่างน่าพอใจ แม้ว่าจากการทดสอบทางสถิติ จะไม่มีความแตกต่างโดยในสำคัญก็ตาม ส่วนการลดเชื้ออหิวาตกโรคในอุจจาระ ฟ้าทะลายโจรไม่ได้ผลดีเท่าเตตราซัยคลิน นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งได้ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาอาการเจ็บคอได้ผลดีอีกด้วย มีฤทธิ์เช่นเดียวกับเพ็นนิซิลินเมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบัน เท่ากับเป็นการช่วยให้มีผู้สนใจทดลองใช้ยานี้รักษาโรคต่าง ๆ มากขึ้น 


วิธีใช้ฟ้าทะลายโจร
  1. ถ้าใช้แก้ไข้เป็นหวัด ปวดหัวตัวร้อน ใช้ใบและกิ่ง 1 กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม สดหนัก 25 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ 
  2. ถ้าใช้แก้ท้องเสีย ท้องเดิน เป็นบิดมีไข้ ใช้ทั้งต้นหรือส่วนทั้ง 5 ของฟ้าทะลายโจร ผึ่งลมให้แห้ง หั่นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 กำมือ (หนักประมาณ 3-9 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่มตลอดวัน ตำรับยาและวิธีใช้ 1. ยาชงมีวิธีทำดังนี้ - เอาใบสดหรือแห้งก็ได้ ประมาณ 5-7 ใบ แต่ใบสดจะดีกว่า - เติมน้ำเดือดลงจนเกือบเต็มแก้ว - ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง หรือพอยาอุ่น แล้วรินเอามาดื่ม ขนาดรับประทาน ครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร, ก่อนนอน 2. ยาเม็ด (ลูกกลอน) มีวิธีทำดังนี้ - เด็ดใบสดมาล้างให้สะอาดผึ่งในที่ร่ม ห้ามตากแดด ควรผึ่งในที่มีลมโกรก ใบจะได้ แห้งเร็ว - บดเป็นผงให้ละเอียด - ปั้นกับน้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม เป็นเม็ดขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลือง (หนัก 250 มิลลิกรัม) แล้วผึ่งลมให้แห้ง เพราะถ้าปั้นรับประทานขณะที่ยังเปียกอยู่จะขมมาก ขนาดรับประทานครั้งละ 4-10 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร, ก่อนนอน
  3. แค๊ปซูล มีวิธีทำคือ แทนที่ผงยาที่ได้จะปั้นเป็นยาเม็ด กลับเอามาใส่ในแค๊ปซูล เพื่อช่วยกลบรสขมของยา แค๊ปซูล ที่ใช้ ขนาดเบอร์ 2 (ผงยา 250 มิลลิกรัม) ขนาดรับประทานครั้งละ 3-5 แค๊ปซูล วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร ก่อนนอน 
  4. ยาทิงเจอร์หรือยาดองเหล้า เอาผงแห้งใส่ขวด แช่สุราที่แรง ๆ เช่น สุราโรง 40 ดีกรี ถ้ามี alcohol ที่รับประทานได้ (Ethyl alcohol) จะดีกว่าเหล้า แช่พอให้ท่วมยาขึ้นมาเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดวันละ 1 ครั้ง พอครบ 7 วัน จึงกรองเอาแต่น้ำ เก็บไว้ในขวดให้สะอาดปิดสนิท รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (รสขมมาก) วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร 
  5. ยาผงใช้สูดดม คือเอายาผงที่บดละเอียด มาใส่ขวดหรือกล่องยา ปิดฝาเขย่าแล้วเปิดฝาออก ผงยาจะเป็นควันลอยออกมา สูดดมควันนั้นเข้าไป ผงยาจะติดที่คอทำให้ยาไปออกฤทธิ์ที่คอโดยตรง ช่วยลดเสมหะ และแก้เจ็บคอได้ดี วิธีที่ดีกว่านี้คือวิธีเป่าคอ กวาดคอ หรือรับประทานยาชง ตรงที่คอจะรู้สึกขมน้อยมาก ไม่ทำให้ขยาดเวลาใช้ ใช้สะดวกและง่ายมาก 
"ข่าวฟ้าทะลายโจร"                                                                      
         หลังจากมีการแพร่ข้อมูลว่า ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรพื้นบ้านของไทยสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ที่กินเข้าไป ป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรทั้งชนิดแคปซูลและชนิดเม็ดขายดีจนขาดตลาดในหลายพื้นที่ เช่นที่จังหวัดนครราชสีมา

         นพ.วิชัย ขัตติยวิทยากุล สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า แม้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรจะสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันหวัดได้ก็จริง แต่ไม่ควรรับประทานนานติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ เพราะอาจส่งผลให้ร่างกายโดยเฉพาะแขนขาไม่มีเรี่ยวแรง เพราะสมุนไพรฟ้าทะลายโจรตามตำราเวชศาสตร์การแพทย์แผนโบราณ ระบุว่าเป็นยาเย็นที่ช่วยป้องกันและรักษาการป่วยเป็นไข้หวัด เมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายที่ร้อนจากอาการไข้จะเย็นลง ดังนั้นหากร่างกายอยู่ในสภาพปกติ เมื่อรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรนานเกิน 1 สัปดาห์ อาจทำให้ร่างกายโดยเฉพาะแขนขาไม่มีแรง แต่หากมีความจำเป็น ควรรับประทานคู่กับน้ำขิงเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

         นพ.วิชัยกล่าวว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว ฟ้าทะลายโจรไม่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ แต่มีสรรพคุณป้องกันไข้หวัดธรรมดา นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถเสริมภูมิต้านทานป้องกันไข้หวัด เช่น กระเทียม บอระเพ็ด ข่า ตะไคร้ พญ.ดร.อัญชลี จุฑ รองผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข ให้คำแนะนำถึงวิธีการรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกันและรักษาไข้หวัดว่า สำหรับผู้ที่เป็นไข้หวัด หากกินสมุนไพรฟ้าทะลายโจรไปแล้ว 2 - 3 วัน แต่อาการปวดศีรษะเป็นไข้ยังไม่บรรเทาลง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาตามอาการ แต่ในส่วนของผู้ต้องการกินสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกันไข้หวัด ก็ไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 7 วัน เพราะอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น มือเท้าอ่อนแรง ระบายท้อง เบื่ออาหาร เวียนศีรษะและใจสั่น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แต่ละคนจะมีอาการตอบสนองต่อฤทธิ์ของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรไม่เหมือนกัน

         พญ.ดร.อัญชลีกล่าวว่า บางคนที่มีประสาทรับรู้ไวต่อฤทธิ์สมุนไพร ก็ได้รับอาการข้างเคียงอย่างรวดเร็ว อย่างเช่นตนเองกินไปเพียงวันเดียวก็มีอาการระบายท้อง รวมทั้งกลุ่มผู้สูงอายุก็จะทำให้แขนขาไม่มีเรี่ยวแรงหรืออ่อนเพลีย แต่จากงานวิจัยก็ไม่พบว่า หากใช้ติดต่อเกิน 7 วัน ฟ้าทะลายโจรมีอันตรายรุนแรงต่อชีวิตหรือระบบภายในร่างกาย ทั้งนี้ วิธีการรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรให้มีประสิทธิภาพดีที่สุด ควรกินครั้งละ 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง รวม 6 กรัม ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผ่านการรองรับจากงานวิจัยอย่างชัดเจน "
           
         ปัจจุบันสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีจำหน่ายอยู่ในรูปของแคปซูล แต่ช่วงนี้ขาดตลาด ก็อาจจะปลูกฟ้าทะลายโจรไว้ที่บ้าน โดยเด็ดใบประมาณ 1 กำมือ มาต้มน้ำ 10 - 15 นาที ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก็ได้ผลเช่นกัน" รองผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทยกล่าว







ขอบคุณที่มา : Thaiherps,wiki , thaihealth ,หนังสือพิมพ์ไทยโพต์ท